
วันที่ 3 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุม 1 กรมป่าไม้
กรมป่าไม้ จัดประชุมด่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในฤดูฝน ปี 2569 และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยของกรมป่าไม้ โดยมี นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการอำนวยการจัดตั้งศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน มีนายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ ดร.พงศ์พยัคฆ์ ศรียา รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยผู้บริหารส่วนกลาง เข้าร่วมประชุม และประชุมทางไกล (Video Conference) ไปยังสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ (สจป.) ที่ 1–13 และสาขาทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อเตรียมแผนการรับมือสถานการณ์อุทกภัย ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้หน่วยงานในสังกัดวางแผนรับมือกับสถานการณ์ ตลอดจนรายงานสถานการณ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในพื้นที่ 30 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ซึ่งแจ้งว่าในช่วงฤดูฝนปี 2569 มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักสะสม น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งกรมป่าไม้จึงต้องเร่งประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ![]()
ทั้งนี้ อธิบดีกรมป่าไม้ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบถึงมาตรการรับมือที่กรมป่าไม้กำหนดไว้ พร้อมมอบหมายให้สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าเป็นหน่วยงานหลักในการอำนวยการและประสานงาน รวมทั้งกำชับให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ทั่วประเทศ ถือปฏิบัติตามแนวทางเชิงรุกอย่างเข้มงวด ผ่านมาตรการรับมือ 12 ด้านสำคัญ ได้แก่![]()
1. การจัดตั้งระบบติดตามและบัญชาการเหตุการณ์ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและช่องทางประสานงานที่ชัดเจน ในการวิเคราะห์ข้อมูลเสนอผู้บริหารสั่งการได้รวดเร็ว หากสถานการณ์รุนแรงหรือกระทบวงกว้าง ให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ตามระดับความรุนแรง เพื่อการสั่งการที่เป็นเอกภาพและลดความซ้ำซ้อน
2. จัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย ให้สำรวจและจัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมจัดทำข้อมูลสำคัญ ได้แก่ จุดเสี่ยงและพื้นที่เฝ้าระวัง ชุมชนหรือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ เส้นทางเข้า–ออกและเส้นทางสำรอง จุดปลอดภัยหรือพื้นที่รองรับการช่วยเหลือ พิกัดเครื่องจักรกล ยานพาหนะ และอุปกรณ์ช่วยเหลือ รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ผู้รับผิดชอบ โดยให้ข้อมูลดังกล่าวเป็นปัจจุบันและสามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ
3. เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล โดยจัดทำบัญชีกำลังเจ้าหน้าที่ที่สามารถสนับสนุนภารกิจในกรณีเกิดอุทกภัย พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและจัดระบบเวรเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงกรณีเกิดเหตุ ให้สามารถระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนภารกิจของจังหวัดหรือหน่วยงานในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
4. ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ ขอให้ตรวจสอบและเตรียมความพร้อมของเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ อาทิ รถยนต์และรถบรรทุก เครื่องจักรกลสำหรับเปิดเส้นทางและแก้ไขสิ่งกีดขวาง เรือและอุปกรณ์ช่วยเหลือทางน้ำ เครื่องสูบน้ำ เครื่องตัดและเลื่อยยนต์ที่ใช้สำหรับเปิดเส้นทาง อุปกรณ์ส่องสว่างวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์ปฐมพยาบาลและอุปกรณ์ช่วยชีวิตโดยต้องพร้อมใช้งานได้ทันที และหากมีเครื่องมือหรือเครื่องจักรที่ชำรุดให้เร่งซ่อมแซมและจัดสรรไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นลำดับแรก
5. จัดทำแผนระดมเครื่องจักรและทรัพยากรให้จัดทำบัญชีเครื่องจักร ยานพาหนะ เรือ และอุปกรณ์ช่วยเหลือที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ พร้อมกำหนดแนวทางการระดมทรัพยากรข้ามหน่วยงานเมื่อเกิดสถานการณ์รุนแรง โดยหลักสำคัญ คือ เมื่อเกิดเหตุ ต้องรู้ทันทีว่าเครื่องมืออยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และสามารถนำเข้าพื้นที่ได้เมื่อใด
6. เฝ้าระวังและแจ้งเตือนสถานการณ์ ให้ติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำ และประกาศแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าพื้นที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีสัญญาณผิดปกติ ให้รีบแจ้งเตือนประชาชนและประสานฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
7. บูรณาการกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานการปฏิบัติงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานด้านน้ำ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยให้ สจป. 1-13 และสาขาทุกสาขาสนับสนุนภารกิจตามอำนาจหน้าที่ และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการช่วยเหลือประชาชน
8. ใช้ระบบ “One Report” ในการรายงานสถานการณ์ขอให้การรายงานสถานการณ์เป็นระบบเดียวกัน
9. ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชน เมื่อเกิดเหตุขอให้เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนเป็นลำดับแรก และหลักความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีประชาชนติดอยู่ในพื้นที่ เส้นทางถูกตัดขาด หรือมีความจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะ เรือ เครื่องจักรกล หรือกำลังเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือ ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการโดยเร็ว
10. ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นอันดับแรก โดยกำชับเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ในการช่วยเหลือประชาชนต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ต้องไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ โดยประเมินสถานการณ์และความปลอดภัย หากพื้นที่มีความเสี่ยงสูง ให้ประสานหน่วยงานที่มีความพร้อมและอุปกรณ์เฉพาะทางเข้าดำเนินการร่วมกัน
11. สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นเอกภาพขอให้ประชาสัมพันธ์สถานการณ์ด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นข้อมูลเดียวกัน โดยให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ และมอบหมายผู้รับผิดชอบด้านการสื่อสารอย่างชัดเจน
12. สรุปผลรายงานภายหลังเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย โดยให้ทุกหน่วยงานสรุปการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค ความเสียหาย การใช้ทรัพยากร และข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงแผนป้องกันและรับมืออุทกภัยของกรมป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อธิบดีกรมป่าไม้ กำชับให้เจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติงานอย่างเต็มศักยภาพ โดยปรับเปลี่ยนจากการตั้งรับมาเป็นการทำงานเชิงรุกภายใต้แนวคิด “อย่ารอให้เกิดเหตุแล้วจึงเตรียมพร้อม” แต่ต้อง “รู้ก่อน – เตรียมก่อน – แจ้งเตือนก่อน – เข้าถึงพื้นที่ให้เร็ว – ช่วยเหลือประชาชนให้ทัน” พร้อมยืนยันความพร้อมของกรมป่าไม้ทั้งมิติ “คน เครื่องมือ ข้อมูล และระบบบัญชาการ” ที่จะร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวในการเข้าช่วยเหลือประชาชนในทุกวิกฤตอุทกภัยอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ











