
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุม 1 กรมป่าไม้
อธิบดีกรมป่าไม้ มอบหมายให้
ดร.พงศ์พยัคฆ์ ศรียา รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นผู้แทน เข้าร่วมการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมการประชุม มีนายเผด็จ ลายทอง รองปลัด ทส. พร้อมด้วยผู้บริหารกรมป่าไม้ส่วนกลาง และ ผอ.สจป.ในพื้นที่รับผิดชอบและพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยเข้าร่วมรับฟังแนวทางและนโยบายในการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานการประชุม ได้มีข้อสั่งการสำคัญ 4 ประการ เพื่อให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติ 1. การบริหารและกระจายทรัพยากรไปยังพื้นที่ต้องการอย่างทันท่วงที 2. การเร่งฟื้นฟูทำความสะอาดบ้านเรือนและเยียวยาผู้ประสบภัย 3. การตรวจสอบระบบไฟฟ้าและน้ำประปาก่อนให้ประชาชนกลับบ้านอย่างปลอดภัย 4. การเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่ภาคใต้ผ่านระบบ EOC ของจังหวัด โดยรองอธิบดีกรมป่าไม้ ได้รายงานต่อที่ประชุมได้รับทราบการปฏิบัติงานที่ผ่านมาตามนโยบายของ รมว.ทส. โดยจัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน สนับสนุนรถครัวประกอบเลี้ยงเคลื่อนที่ พร้อมสนธิกำลังเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติภารกิจ ณ ศูนย์ประสานงานกรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. 69 ถึงปัจจุบัน เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กรมป่าไม้ยังได้เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล ยานพาหนะ และอุปกรณ์กู้ภัย ครอบคลุมทั้ง 4 ภาค เพื่อพร้อมปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อเกิดเหตุ ทั้งนี้ ได้วางแผนเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยเชิงรุก 12 ด้านสำคัญ ให้กับ สจป.ทั่วประเทศปฏิบัติอย่างเข้มงวด เพื่อยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้
1. การจัดตั้งระบบติดตามและบัญชาการเหตุการณ์
2. จัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย
3. เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล
4. ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรกลและอุปกรณ์
5. จัดทำแผนระดมเครื่องจักรและทรัพยากร
6. เฝ้าระวังและแจ้งเตือนสถานการณ์
7. บูรณาการร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
8. ใช้ระบบ “One Report” ให้การรายงานสถานการณ์เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ
9. ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนเป็นลำดับแรก
10. คำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ
11. สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นเอกภาพ
12. สรุปผลรายงานและประเมินผลหลังสถานการณ์คลี่คลาย เพื่อนำมาปรับปรุงแผนรับมือต่อไป









