รองอธิบดีกรมป่าไม้ เยือนสวีเดน ประชุมเดินหน้าขับเคลื่อน “ป่าเศรษฐกิจยั่งยืน” ถอดโมเดลธุรกิจไม้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันที่ 6 กันยายน 2569 ณ ประเทศสวีเดน

อธิบดีกรมป่าไม้ มอบหมายให้นายพัฒนพงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากสำนักเศรษฐกิจการป่าไม้ สำนักการป่าไม้ต่างประเทศ และกลุ่มนิติการ เดินทางเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการความร่วมมือด้านการป่าไม้เพื่อสนับสนุนการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนและธุรกิจไม้ (Forest Cooperation to Support Sustainable Forest Management and Wood Business) ตามคำเชิญของอธิบดีกรมป่าไม้แห่งสวีเดน (Swedish Forest Agency) ระหว่างวันที่ ระหว่างวันที่ 6–9 กันยายน 2569 เพื่อหารือทวิภาคีและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการป่าไม้ ตลอดจนแนวทางรับมือความท้าทายต่าง ๆ และผลักดันโครงการริเริ่มในอนาคตที่เป็นประโยชน์ร่วมกันโดยอาศัยฐานความสัมพันธ์อันยาวนาน นับเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสวีเดนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยคณะผู้แทน ได้รับเกียรติจาก นางอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูต ณ กรุงสต๊อกโฮม เชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คณะผู้แทนกรมป่าไม้ ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมมือกันในการดำเนินการและการขับเคลื่อนธุรกิจภาคการป่าไม้ (Wood Business) ในประเทศไทยเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ในโอกาสนี้นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการมาเยือนของคณะผู้แทนกรมป่าไม้ในครั้งนี้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันธุรกิจภาคการป่าไม้ (Wood Business) ในประเทศไทย โดยใช้แบบจำลองธุรกิจภาคการป่าไม้ (Wood Business) ของสวีเดน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ซึ่งจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยกรมป่าไม้มีบทบาทในการบังคับใช้กฎหมาย และสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยหรือธุรกิจขนาดเล็กให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการปลูกต้นไม้มากขึ้น ตามที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายป่าไม้แห่งชาติ และมีความต้องการให้ธุรกิจภาคการป่าไม้ (Wood Business) ในประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในขณะเดียวกัน ต้นไม้และป่าปลูกจะช่วยรักษาระบบนิเวศของสิ่งแวดล้อมของประเทศได้อย่างยั่งยืน