รมว.สุชาติ” ผนึกกำลัง “รมช.มท วรศิษฎ์“ นำทีม ลุย ”หาดนุ้ย“ ตามข้อสั่งการนายกฯ “อนุทิน” นำชายหาดคืนสู่ประชาชน หลังถูกยึดครองหาผลประโยชน์โดยกลุ่มบุคคลมายาวนานกว่า 10 ปี

ล่าสุด วันที่ (20 กรกฎาคม 2569) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยเฉพาะกิจ “พยัคฆ์ไพร” “พญาเสือ” และ “ฉลามขาว” รวมกว่า 400 นาย สนธิกำลังร่วมกับตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดยุทธการทวงคืน “หาดนุ้ย” ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ รวม 50 รายการ ซึ่งได้ทยอยดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยในวันนี้เป็นการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว แม้ภารกิจนี้จะเป็นเรื่องยากและมีความซับซ้อน แต่รัฐบาลได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องของ “ภูเก็ตโมเดล” เพื่อสร้างต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ“เมื่อได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ผมมีหน้าที่ต้องทำให้สำเร็จ หากไม่สามารถทวงคืนแผ่นดินของรัฐให้ประชาชนได้ ก็ไม่สมควรทำหน้าที่รัฐมนตรี เพราะที่ดินของรัฐคือสมบัติของคนไทยทุกคน รัฐบาลจะไม่ยอมให้ผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีฐานะอยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป” สิ่งปลูกสร้างที่ดำเนินการรื้อถอนทั้งหมดกว่า 50 รายการ เป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยผู้ครอบครองเพียงกลุ่มเดียว สะท้อนปัญหาการยึดครองทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายทวงคืนทรัพยากรธรรมชาติและจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยนำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่หาดนุ้ย ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด พร้อมยืนยันว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อทวงคืนผืนป่าและชายหาดสาธารณะให้กลับมาเป็นของประชาชนนายสุชาติ กล่าวว่า แม้ภารกิจนี้จะเป็นเรื่องยากและมีความซับซ้อน แต่รัฐบาลได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องของ “ภูเก็ตโมเดล” เพื่อสร้างต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ“เมื่อได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ผมมีหน้าที่ต้องทำให้สำเร็จ หากไม่สามารถทวงคืนแผ่นดินของรัฐให้ประชาชนได้ ก็ไม่สมควรทำหน้าที่รัฐมนตรี เพราะที่ดินของรัฐคือสมบัติของคนไทยทุกคน รัฐบาลจะไม่ยอมให้ผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีฐานะอยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป” สิ่งปลูกสร้างที่ดำเนินการรื้อถอนทั้งหมดกว่า 50 รายการ เป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยผู้ครอบครองเพียงกลุ่มเดียว สะท้อนปัญหาการยึดครองทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน

ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินโดยมิชอบ รวมถึงการใช้บุคคลไทยเป็นนอมินีถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ โดยขณะนี้ได้เร่งตรวจสอบในหลายจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย และเกาะพะงัน สำหรับจังหวัดภูเก็ต พบข้อมูลการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติที่เข้าข่ายผิดกฎหมายกว่า 400 แปลง ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีการใช้นอมินีเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย หรือถือครองที่ดินโดยมิชอบ จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะประเทศไทยต้องใช้กฎหมายไทยบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ หลังการรื้อถอน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติ พร้อมประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็น ป่านันทนาการ และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของประชาชน โดยกรมป่าไม้จะจัดทำศูนย์เรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบดูแลความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงชายหาดได้อย่างเสรี หลังจากที่ในอดีตพื้นที่แห่งนี้ถูกปิดกั้นการเข้าถึงมาเป็นเวลานาน รัฐบาลจะเดินหน้าทวงคืนพื้นที่ของรัฐทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน และส่งต่อเป็นมรดกแก่คนรุ่นต่อไป