
วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ วัดใหญ่ชัยมงคลวรวิหาร อ.เมืองพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
อธิบดีกรมป่าไม้ มอบหมายให้ นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ร่วมกิจกรรม “โครงการทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ ลดฝุ่น” เนื่องในวันอาสาฬหบูชา โดยมี พระครูสิริชัยมงคล (สำรอง ชยธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดใหญ่ชัยมงคล เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีคณะสงฆ์และแม่ชี วัดใหญ่ชัยมงคล นางวรพรรณ หิมพานต์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการส่งเสริมการปลูกป่า นายพีรวัฒน์ ขาวบริสุทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้พระนครศรีอยุธยา นายธวัชชัย โตสิตระกูล ผู้อำนวยการมูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ หน่วยงานภาคีเครือข่าย พุทธศาสนิกชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมเวียนเทียน ทั้งนี้ พระครูสิริชัยมงคล เจ้าอาวาสวัดใหญ่ชัยมงคล ได้แสดงธรรมเทศนาเนื่องในวันอาสาฬหบูชา แก่พุทธศาสนิกชน จากนั้นได้นำคณะสงฆ์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พุทธศาสนิกชน ร่วมเวียนเทียนด้วยต้นไม้ รอบพระอุโบสถและเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล 3 รอบ
โดยในกิจกรรมเวียนเทียนด้วยต้นไม้ กรมป่าไม้ได้นำต้นกล้าชัยพฤกษ์ ประดู่ พิลังกาสา มะสัง พะยูง กัลปพฤกษ์ และมะนาว รวม 2,614 ต้น มาแจกจ่ายให้กับพุทธศาสนิกชนถือเข้าร่วมเวียนเทียนแทนดอกไม้ ธูป เทียน เพื่อเป็นการลดขยะ ลดฝุ่นและมลพิษจากการจุดธูปเทียน ซึ่งภายหลังจากเวียนเทียนแล้วสามารถนำกล้าไม้กลับไปปลูกที่บ้าน หรือที่สาธารณประโยชน์ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่บ้านเรือนและชุมชน
สำหรับกิจกรรม “ทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ ลดฝุ่น” รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า กรมป่าไม้ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับมูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ และภาคีเครือข่าย 17 หน่วยงาน มาตั้งแต่ปี 2568 เพื่อดำเนินกิจกรรม “ทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ ลดฝุ่น” ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งกรมป่าไม้ได้สนับสนุนกล้าไม้เพื่อใช้ในกิจกรรมเวียนเทียนด้วยต้นไม้ให้แก่วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ในพื้นที่ของประชาชน พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศ
แม้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะไม่มีพื้นที่ป่าไม้ตามธรรมชาติ แต่เราสามารถสร้าง “ป่าในใจคน” ได้ หากทุกคนร่วมกันเวียนเทียนด้วยต้นไม้จะเป็นการปลูกจิตสำนึกในทางธรรมะ รวมถึงช่วยกันปลูกและดูแลต้นไม้คนละต้น เมืองมรดกโลกแห่งนี้ก็จะเติบโตเป็นเมืองมรดกโลกสีเขียวที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน กรมป่าไม้พร้อมเดินเคียงข้างทุกภาคส่วนเพื่อทำให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองที่มีความสมดุลทั้งด้านมรดกทางวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
































