
วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 7 อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี
นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ มอบหมายให้ นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีร่วมกับคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดราชบุรี พร้อมทั้งมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีผู้บริหารในสังกัด ทส. มีนายอัครเดช วงศ์กาฬสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) หน่วยงานส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เข้าร่วมรับมอบแนวทางการปฏิบัติงาน โดยมีนายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กล่าวให้การต้อนรับ
สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อเป็นการติดตามผลการดำเนินงาน โอกาสนี้ รมว.ทส. ได้มอบนโยบายสำคัญพร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการการทำงานร่วมกันภายใต้หลักการ “ทส. 1 เดียว” ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การดูแลรักษาป่าไม้ สัตว์ป่า ทรัพยากรน้ำ น้ำบาดาล การจัดการที่ดิน ไปจนถึงการควบคุมมลพิษและการป้องกันภัยพิบัติ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่เกิดผลเป็นรูปธรรม รวดเร็ว โปร่งใส และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
ในส่วนของภารกิจด้านป่าไม้ รมว.ทส. ได้เน้นย้ำให้กรมป่าไม้ดำเนินงานด้วยความจริงใจ มั่นคง และโปร่งใส โดยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด “ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก” ควบคู่ไปกับการยกระดับงานบริการประชาชนในด้านการอนุญาตต่าง ๆ ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม ขณะเดียวกันด้านการจัดการที่ดิน ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบาย คทช. เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจะช่วยให้ราษฎรมีรายได้ที่มั่นคงและหันมาร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลรักษาป่า ลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ รมว.ทส. ได้ขอให้ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิจารณาจัดหาพื้นที่ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่ธรรมชาติที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นแนวกันไฟและพื้นที่รองรับการป้องกันไฟป่าในภาคตะวันตก โดยให้บูรณาการข้อมูลพื้นที่เสี่ยง จุดความร้อน (Hotspot) และแนวทางการบริหารจัดการเชื้อเพลิงร่วมกัน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนลดน้อยลงได้







