
วันที่ 10 เมษายน 2569 ณ กองบังคับการตำรวจสอบสวนกลาง ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ พล.ต.ต. นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายนิพนธ์ จำนงศิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมปาไม้ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต. สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. เพื่อส่งมอบพยานหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดีกรณีการตรวจยึดไม้ท่อนจำนวนกว่า 438 ท่อน ปริมาตร 461.85 ลูกบาศก์เมตร ในเขตป่าเขาปากเตรียม-อ่าวจาก จังหวัดระนอง พร้อมขยายผลตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ นส.3 ก เร่งเจ้าหน้าที่จะร่วมกันขยายผลตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน โดยจะขอคัดระวางหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นส.3 ก และสารบบแปลงที่ดินทั้งหมด กับสำนักงานที่ดินจังหวัดระนอง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการ โดยการดำเนินงานจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่ม นส.3 ก ที่คณะกรรมการระดับจังหวัดระนองมีความเห็นให้เพิกถอน กลุ่มที่ 2 เป็น นส.3 ก ที่เกิดจากการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่มีหลักฐานเดิม และกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่ม นส.3 ก ที่อ้างมาจากเอกสารแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)
โดยการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำชับให้กรมป่าไม้ดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษต่อกลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ในข้อหาครอบครองไม้หวงห้ามที่ยังไม่ได้แปรรูป โดยการนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการสอบสวนครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่อ้างสิทธิในที่ดินนำเอกสาร นส.3 ก มาแสดงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง หากพบว่ามีการออกเอกสารโดยมิชอบหรือฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยหลังจากนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะเข้าแจ้งความเพิ่มเติมเพื่อบูรณาการการสืบสวนขยายผลให้ถึงตัวการใหญ่











ด้าน พล.ต.ต. สุวัฒน์ กล่าวถึงแนวทางการทำคดีว่า จะแบ่งความผิดออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1. ความผิดเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิซึ่งเข้าข่ายความผิดของเจ้าพนักงาน รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ที่ดิน และ 2. ความผิดของภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจะตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง บก.ปปป. และ บก.ปทส. เพื่อระดมบุคลากรและเครื่องมือที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ เข้ามาจัดการคดีที่มีความซับซ้อนนี้ให้รวดเร็วและรอบคอบกว่าการดำเนินการในระดับพื้นที่
ขณะที่ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ระบุว่าจากการลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพจริงพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าดงดิบสมบูรณ์ มีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เช่นตะเคียนอายุกว่า 100 ปี แต่กลับมีการออกเอกสาร นส.3 ก ในช่วงปี 2532–2553 และมีการบุกรุกทำลายป่าไปกว่า 2,000 ไร่ จากการประเมินเชื่อว่ามีกลุ่มผู้มีอิทธิพลทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ซึ่งทางกระทรวงฯ เตรียมทำหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินเพื่อพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด พร้อมเตือนเจ้าหน้าที่ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ว่าจะต้องรับโทษตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น
ด้าน นายนิพนธ์ จำนงศิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการส่งเรื่องขอเพิกถอนเอกสารสิทธิ์แล้วจำนวน 21 แปลงแรก และจะขยายผลให้ครบทั้ง 105 แปลงที่เหลือ โดยมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากการบุกรุกและตัดไม้ในครั้งนี้ประเมินว่าสูงกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งทางกระทรวงฯ จะดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายควบคู่ไปกับคดีอาญา เพื่อนำผืนป่าที่เป็นสมบัติของชาติกลับคืนมาเป็นของประชาชนโดยเร็วที่สุด
