วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 1 อาคารเทียมคมกฤส กรมป่าไม้
นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมลงนามความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีคุณค่าทางนิเวศของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เป็นระบบ และสอดคล้องกับทิศทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระดับชาติ มีนายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ นายเสกสรร กวยะปาณิก ผู้อำนวยการสำนักจัดการป่าชุมชน นางสาวจิรภา จิตคงสง ผู้อำนวยการส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมป่าไม้ นางพรรณนิภา สืบสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม และนางกตัญชลี ธรรมกุล ผู้อำนวยการกองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ สผ. ร่วมเป็นสักขีพยาน
โดยความร่วมมือดังกล่าวมุ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามกรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออล ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก และแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ พ.ศ. 2566–2570 เพื่อเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง Other Effective Area-based Conservation Measures: OECMs ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงพื้นที่ ข้อมูลวิชาการ และการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานด้านนโยบายและหน่วยงานบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของความร่วมมือในการขับเคลื่อนร่วมกันในการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพในภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่คุ้มครองบนบก แหล่งน้ำในแผ่นดิน ทะเลและชายฝั่ง และพื้นที่อนุรักษ์ความหลายหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573 และสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นภาพรวมในระดับประเทศ
ทั้งนี้ กรมป่าไม้มีความมุ่งมั่นที่จะหยุดยั้งผลกระทบทางลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ปกป้องพื้นที่ป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกรมป่าไม้ได้เสนอพื้นที่ป่านันทนาการในความรับผิดชอบ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ป่านันทนาการบ่อสิบสอง จังหวัดพะเยา ป่านันทนาการน้ำตกเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี ป่านันทนาการหินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬ ป่านันทนาการห้วยทับเสลา และป่านันทนาการน้ำตกผาร่มเย็น จังหวัดอุทัยธานี เพื่อพิจารณาพัฒนาเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครองในอนาคต
ด้าน สผ. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่กำหนดนโยบายด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ และเป็นหน่วยประสานงานกลางแห่งชาติของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีพันธกิจในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานของประเทศผ่านนโยบาย แผน และมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนากลไก ระบบฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ ได้คัดเลือกพื้นที่เพื่อเป็นพื้นที่อนุรักษ์ฯ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ สิงห์ปาร์คเชียงราย-อ่าง 70 ไร่ จังหวัดเชียงราย ศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืน “ชีวพนาเวศ” จังหวัดฉะเชิงเทรา คลองขนมจีน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จังหวัดระยอง และศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง กรุงเทพมหานคร
สำหรับพื้นที่ที่ทั้งสองหน่วยงานจะดำเนินการนั้นเป็นพื้นที่ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า โดยอาศัยหลักเกณฑ์พื้นที่คุ้มครองขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) โดยจะทำการเชื่อมโยงข้อมูลเชิงพื้นที่ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพให้เผยแพร่กับระบบคลังข้อมูลด้านความหลายหลายทางชีวภาพของประเทศไทยต่อไป




























